• Image
Image

อาการมือเท้าชา: สาเหตุ อาการ และการรักษาแบบไม่ผ่าตัด

หัวข้อเนื้อหา
  • อาการมือเก้าชา: สาเหตุ อาการ และการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
  • อาการมือเก้าชา เกิดจากอะไรได้บ้าง?
  • การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดอาการมือเท้าชา
  • แนวทางการรักษาและฟื้นฟูอาการมือเท้าชาที่ รีแฮปแคร์คลินิก
  • 1. การรักษาทางกายภาพบำบัดที่รีแฮปแคร์คลินิก
  • 2. การรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการกายภาพบำบัด
  • เมื่อไหร่ที่คุณ "ควร" มาพบแพทย์?
  • อย่าปล่อยให้อาการขากลายเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง รักษาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาและการผ่าตัด ที่ Rehab Care Clinic

อาการมือเท้าชา: สาเหตุ อาการ และการรักษาแบบไม่ผ่าตัด

อาการ มือเท้าชา เป็นอาการที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของ โรคทางระบบประสาท กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือปัญหาด้านกระดูกสันหลัง ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง 

หลายคนคงมีอาการชาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของอาการซ่าๆ เหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่ม, อาการหนาๆ มึนๆ, หรือแม้กระทั่งรู้สึกเหมือนสูญเสียความรู้สึกไปชั่วขณะ อาการเหล่านี้อาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้นที่ร่างกายส่งมาให้เราใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

Image

อาการมือเท้าชา เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการชาส่วนใหญ่มักมีสาเหตุหลักมาจากการถูกรบกวนของ เส้นประสาท หรือ ระบบไหลเวียนเลือด สาเหตุที่พบบ่อยและมักตอบสนองต่อการรักษาทางกายภาพบำบัด ได้แก่: 

1. การกดทับของเส้นประสาท (Nerve Entrapment/Compression) 
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งมักเกิดจากโครงสร้างรอบข้างกดทับเส้นประสาท: 

  • กลุ่มอาการอุโมงค์ข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome - CTS): เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีอาการชานิ้วมือ (โดยเฉพาะนิ้วโป้งถึงนิ้วนาง) เกิดจากการที่เส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ถูกกดทับที่บริเวณข้อมือ มักพบในผู้ที่ใช้ข้อมือซ้ำๆ หรืออยู่ในท่าทางงอข้อมือเป็นเวลานาน 
  • การกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อศอก (Cubital Tunnel Syndrome): ทำให้มีอาการชานิ้วก้อยและนิ้วนางด้านใน เกิดจากการกดทับเส้นประสาทอัลนาร์ (Ulnar Nerve) 
  • หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท: หากมีอาการชาที่มือร่วมกับอาการปวดคอ หรือชาที่เท้า/ขา ร่วมกับอาการปวดหลัง อาจเป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกเคลื่อนที่ไปกดทับเส้นประสาทที่ออกจากไขสันหลัง 

2. ท่าทางและการใช้งานที่ไม่เหมาะสม 

  • กล้ามเนื้อตึง/ปมกล้ามเนื้อกดทับ: กล้ามเนื้อที่มีภาวะตึงตัวสูง (Trigger Points) อาจบีบรัดเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้เกิดอาการชาได้ 

ตัวอย่างสาเหตุที่มาจากกล้ามเนื้อตึง ได้แก่ 

  • การนั่งทำงานผิดท่า: การนั่งหลังค่อม หรืออยู่ในท่าทางเดิมนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวและกดเบียดเส้นประสาท 
  • การใช้โทรศัพท์มือถือนานเกินไป: การงอศอกและยกไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการตึงตัวและกดทับเส้นประสาทได้ 

3. ภาวะเส้นประสาทอักเสบ/เสียหาย (Neuropathy) มักเกิดจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน (Diabetic Neuropathy) หรือภาวะขาดวิตามิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเฉพาะที่ 

4. ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ 
การผ่าตัด หรืออุบัติเหตุ เช่น กระดูกหัก ข้อต่อเคลื่อน อาจทำให้เกิด พังผืด (Scar Tissue) บริเวณใกล้เคียง ซึ่งพังผืดเหล่านี้สามารถไป รัดหรือเบียด เส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาเรื้อรังตามมาได้ การฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดจึงมีความสำคัญมากในการป้องกันและสลายพังผืด


Image

รักษาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาและการผ่าตัด 
ที่ Rehab Care Clinic

รีแฮปแคร์คลินิก คลินิกเฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด 
มุ่งเน้นให้การบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน 
เพื่อส่งมอบร่างกายที่แข็งแรง และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

“มุ่งมั่นดูแลทุกอาการปวด โดยแพทย์และนักกายภาพบำบัด
ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและบริการด้วยหัวใจ”

นัดหมายพบแพทย์  นัดหมายผ่าน Line

 

การดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดอาการมือเท้าชา

1. ปรับท่าทางและพักการใช้งาน: 

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดิมนานๆ เช่น การนั่งไขว่ห้าง หรือการงอข้อมือขณะใช้เมาส์/คีย์บอร์ด 
  • พักการใช้งานอวัยวะที่มีอาการชาเป็นระยะ (เช่น ทุก 30-60 นาที) และเปลี่ยนอิริยาบถ 

2. ประคบอุ่น: 
ใช้แผ่นประคบร้อนหรือผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณที่มีอาการชา หรือบริเวณต้นทางของเส้นประสาท เช่น คอ บ่า ไหล่ หรือหลังส่วนล่าง เพื่อคลายกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนเลือด 

3. บริหารยืดเหยียดเบาๆ: 
หากอาการไม่รุนแรง ให้ลองขยับข้อต่อที่มีอาการชาเบาๆ เช่น การกระดกข้อมือขึ้นลง หรือหมุนข้อเท้า เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของเส้นประสาทและลดการยึดเกาะ 

4. หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น: 

  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน 
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินบี (B-Complex) ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบประสาท
Image

แนวทางการรักษาและฟื้นฟูอาการมือเท้าชาที่ รีแฮปแคร์คลินิก

มุ่งเน้นการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของเส้นประสาทและลดการกดทับ 

1.1 การลดการกดทับและการอักเสบ 

  • การใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดที่ทันสมัย : เช่น 
  • การใช้คลื่นกระแทก (Focused Shockwave) กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ คลายปมกล้ามเนื้อ หรือสลายพังผืดที่บีบรัดเส้นประสาท 
  • การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ความร้อนลึก (Ultrasound), เครื่องกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (PMS;Peripheral Magnetic Stimulation) หรือเครื่องเลเซอร์พลังงานสูง (High Power Laser) เพื่อลดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ เส้นประสาท และเร่งกระบวนการซ่อมแซม 
  • การประคบร้อน/เย็น: เพื่อลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนเลือดเฉพาะที่ 

1.2 การฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ 
การทำ Mobilization หรือ Nerve Gliding Exercise: เป็นเทคนิคเฉพาะที่ช่วย “เลื่อน” หรือ “ยืด” เส้นประสาทให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ถูกยึดติดหรือกดทับ ช่วยลดอาการชาได้อย่างชัดเจน 
การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) และการคลายจุดปมกล้ามเนื้อ (Trigger Point Release): นักกายภาพบำบัดจะช่วยยืดกล้ามเนื้อที่ตึงตัวบริเวณคอ บ่า แขน ข้อมือ หลัง และขา ซึ่งเป็นจุดที่มักเกิดการกดทับ 

1.3 การปรับท่าทางและการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรง 
การปรับท่าทางและพฤติกรรม : นักกายภาพบำบัดจะให้คำแนะนำในการจัดท่าทางขณะทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และการนอนหลับ เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นประสาทถูกกดทับซ้ำอีก การออกกำลังกายเฉพาะบุคคล: เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อต่อที่มีปัญหา เพื่อช่วยพยุงและลดภาระในการทำงานของเส้นประสาท

Image

2. การรักษาทางการแพทย์ร่วมกับการกายภาพบำบัด

ในกรณีที่เป็นเรื้อรังหรือฟื้นตัวยาก อาจเสริมด้วยการรักษาเฉพาะทาง เช่น 

2.1 การฝังเข็มคลายปมกล้ามเนื้อ (Dry Needling) : คลายปมกล้ามเนื้อ (Trigger Points) ที่เป็นสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทโดยตรง และปรับสมดุลระบบประสาทเพื่อบรรเทาอาการชา 

2.2 การฉีดรักษาด้วยการฟื้นฟู (Regenerative Therapy) ตัวอย่างเช่น ฉีด Prolotherapy หรือ ฉีดสารสกัดพลาสม่าเข้มข้น โดยใช้ อัลตราซาวด์นำวิถี (US guided injection with Prolotherapy) เพื่อเร่งการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ เส้นเอ็น และโครงสร้างที่เสียหายจากการบาดเจ็บเรื้อรัง ซึ่งมักเป็นที่มาของการกดทับในระยะยาว 

2.3 การจ่ายยาและวิตามินเสริม (โดยแพทย์) : ในกรณีที่จำเป็น อาจมีการจ่ายยาเพื่อลดอาการปวดปลายประสาท หรือวิตามิน B-Complex เพื่อบำรุงและฟื้นฟูเส้นประสาทที่เสียหาย ควบคู่ไปกับการรักษาทางกายภาพบำบัด

Image

Image

รักษาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาและการผ่าตัด 
ที่ Rehab Care Clinic

รีแฮปแคร์คลินิก คลินิกเฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด 
มุ่งเน้นให้การบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน 
เพื่อส่งมอบร่างกายที่แข็งแรง และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

“มุ่งมั่นดูแลทุกอาการปวด โดยแพทย์และนักกายภาพบำบัด
ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและบริการด้วยหัวใจ”

นัดหมายพบแพทย์  นัดหมายผ่าน Line

 

เมื่อไหร่ที่คุณ “ควร” มาพบแพทย์?

อย่าปล่อยให้อาการชาเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด 

  • อาการชาเกิดขึ้นบ่อย หรือชามากกว่า 2 สัปดาห์ 
  • รบกวนการนอนหลับ ตื่นกลางดึกเพราะอาการชาที่มือหรือเท้า 
  • อาการชาเป็นมากขึ้น เมื่อทำกิจกรรมบางอย่างซ้ำๆ 
  • เริ่มรู้สึกว่ามี อาการอ่อนแรง หรือ ทำของตก บ่อยๆ 
  • กล้ามเนื้อเริ่มลีบเล็กลง หรือยกแขน/ขาได้ไม่สุด 
  • อาการชาเริ่ม ลามขึ้นไป บริเวณอื่น เช่น ชาจากมือลามไปถึงแขน

อย่าปล่อยให้อาการชากลายเป็นกล้ามเนื้ออ่อนแรง

หากคุณมีอาการตามที่กล่าวมาเบื้องต้น แล้วปล่อยให้มีอาการชาเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ 
ที่ รีแฮปแคร์คลินิก เรามีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัดที่ร่วมกันออกแบบโปรแกรมการรักษาเฉพาะบุคคล นัดหมายเพื่อปรึกษาและวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลเพื่อให้คุณกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รักษาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาและการผ่าตัด ที่ Rehab Care Clinic

รักษาอาการปวด โดยไม่ต้องพึ่งยาและการผ่าตัด
ที่ Rehab Care Clinic

รีแฮปแคร์คลินิก คลินิกเฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด มุ่งเน้นให้การบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อส่งมอบร่างกายที่แข็งแรง และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

นัดหมายพบแพทย์  นัดหมายผ่าน Line

ติดต่อสาขา

Reference
  • Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy (JOSPT). (2022). Postoperative Rehabilitation Guidelines: Evidence-Based Clinical Practice. 
  • Royal College of Physiotherapists. (2021). Postoperative Rehabilitation Standards and Guidance. 
  • Royal College of Physiotherapists. (2021). Postoperative Rehabilitation Standards and Guidance. 
  • Kisner, C., & Colby, L. A. (2021). Therapeutic Exercise: Foundations and Techniques (7th ed.). F.A. Davis Company. 
  • Lieberman, J. R., & Pensak, M. J. (2020). Rehabilitation after total knee arthroplasty: A practical guide for the orthopedic surgeon. The Journal of Bone and Joint Surgery, 102(23), 2056-2062. 
  • American Physical Therapy Association (APTA). Guide to Physical Therapist Practice 3.0 (2020). 
  • Prentice, W. E. (2020). Rehabilitation Techniques for Sports Medicine and Athletic Training (7th ed.). Human Kinetics. 
  • Mahidol University (Rama Channel). (2563). ข้อคิด...หลังผ่าตัดกระดูกและข้อ [Online]. 
  • Hunter, G. R., & Wetzstein, C. J. (2000). Postoperative rehabilitation of the knee. Physical Therapy, 80(7), 681-687.